การขนส่งอ้อยด้วยรถกึ่งพ่วง 22 ล้อ

ปริมาณอ้อยที่ตัดได้ในฤดูกาลหีบอ้อยปี พ.ศ. 2560 – 2561 มีแนวโน้มว่าจะมีมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ อ้อยเกือบทั้งหมดจะถูกป้อนเข้าสู่โรงงานเพื่อผลิตน้ำตาล การขนส่งอ้อยเข้าโรงงานนี้ถือหนึ่งในต้นทุนหลักของน้ำตาล ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งอ้อยมีหลายชนิด ตั้งแต่ อีแต๊ก อีแต๋น รถบรรทุก 4 ล้อ, 6 ล้อ, 10 ล้อ, 18 ล้อ, 20 ล้อ, 22 ล้อ รถขนาดเล็กเหมาะสำหรับการขนอ้อยจากแปลงที่อยู่ใกล้โรงงานที่มีปริมาณไม่มาก ในกรณีที่แปลงอ้อยอยู่ไกลจากโรงงาน ทางโรงงานก็จะแก้ปัญหาโดยให้เกษตรกรขนส่งอ้อยมาที่ลานรับอ้อย โดยการขนส่งอ้อยจากสถานีขนส่ง หรือแปลงขนาดใหญ่ที่มีปริมาณอ้อยมาก หรือมีระยะทางไกลจากโรงงาน จะใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ (รถบรรทุกขนาด 10 ล้อขึ้นไป) เพื่อขนส่งเข้าโรงงานต่อไป

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าการขนส่งอ้อยด้วยรถขนาดใหญ่ เช่น รถพ่วง หรือ รถกึ่งพ่วง แบบเต็มคันรถ (full truck load) จะช่วยให้มีต้นทุนการขนส่งต่อตันอ้อยลดลง เนื่องจากประหยัดค่าแรงคนขับและค่าเชื้อเพลิงต่อตันอ้อย แต่รถบรรทุกขนาดใหญ่มีราคาสูง การใช้งานจะคุ้มค่าเมื่อมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง จึงควรมีการวางแผนการใช้รถขนาดใหญ่ขนอ้อยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการใช้งานรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เรียกว่ารถกึ่งพ่วง 22 ล้อซึ่งหลายโรงงานได้นำมาใช้ในการขนส่งอ้อย (ดังรูปที่ 1)

รูปที่ 1 รถกึ่งพ่วง 22 ล้อ

ลักษณะภายนอก

รถบรรทุกกึ่งพ่วง ประกอบด้วยส่วนหัวลากและส่วนหางพ่วงต่อกันด้วยจานเทรลเลอร์ หัวลาก (Tractor) ทำหน้าที่ขับเคลื่อน โดยหัวลากที่นิยมใช้ในประเทศไทยประกอบด้วยเพลา 3 เพลา เพลาหน้าสุดมี 2 ล้อ ส่วนสองเพลาหลังมีจำนวนล้อ 4 ล้อต่อเพลารวมเป็น 10 ล้อ ส่วนหัวจะไม่มีส่วนที่ใช้บรรทุกสินค้า ส่วนที่ใช้บรรทุกสินค้าคือส่วนหาง ส่วนหางเทรลเลอร์มีขนาดและรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งแบบตู้คอนเทนเนอร์ แบบกระบะต่อข้าง (ดังรูปที่ 1) หรือแบบอื่นๆที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับการใช้งาน สำหรับหางพ่วงสำหรับบรรทุกอ้อยจะเป็นแบบกระบะที่มีรั้วล้อมรอบด้าน ประกอบด้วยเพลา 3 เพลาติดกัน แต่ละเพลามี 4 ล้อ รวมเป็น 12 ล้อ ส่วนใหญ่จะมีระยะห่างโดยต้องมีระยะห่างระหว่างสลักพ่วง (King Pin) กับศูนย์กลางของเพลาที่ 1 มากกว่า 8 เมตร เพื่อให้สามารถบรรทุกสินค้าได้น้ำหนักมากที่สุด คือ รวมน้ำหนักทั้งหมดแล้วแล้วไม่เกิน 50.5 ตัน ตามประกาศประกาศผู้อานวยการทางหลวงฯ ปี พ.ศ. 2558 เนื่องจากกฎหมายความสูงของรถขนอ้อยจะต้องไม่เกิน 3.8 เมตร น้ำหนักอ้อยที่บรรทุกได้จะอยู่ในช่วง 35 – 40 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับ น้ำหนักอ้อยจากรถสิบล้อ 2 คัน หรือ จากรถพ่วง 22 ล้อ 1 คัน (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 รถพ่วง 22 ล้อ

เวลาในการทำกิจกรรมขนส่งอ้อย

การจอด การถอดเปลี่ยนส่วนหางพ่วงกับหัวลากนั้นต้องเอาขาช้าง (ส่วนรับน้ำหนักด้านหน้าของหางพ่วงลงก่อน) มิฉะนั้นส่วนหน้าหางพ่วงจะเอียงหรือล้มลงได้ การเคลื่อนที่หางพ่วงโดยไม่ต้องยกขาช้างขึ้นทำได้ด้วยอุปกรณ์ลากจูงที่มีสามารถยกกระบะและขาช้างให้ลอยขึ้นเหนือพื้นขณะเคลื่อนที่

การชั่งน้ำหนัก รถกึ่งพ่วงจะมีความยาวของหางพ่วงมากกว่ารถสิบล้อทั่วไป ดังนั้นจึงต้องใช้ตาชั่งชั่งพิกัด 80 ตันซึ่งมีความยาว 18 เมตร ซึ่งยาวกว่าตาชั่งสำหรับรถ 10 ล้อทั่วไปที่มีพิกัด 50 ตันและความยาว 7 เมตร การชั่งน้ำหนักทีละมากๆ ในครั้งเดียวของรถกึ่งพ่วง ช่วยให้การเคลื่อนที่เข้าลานของรถเป็นไปได้อย่างรวดเร็วกว่าการชั่งน้ำหนักอ้อยโดยรถบรรทุกชนิดอื่น

การเท เช่นเดียวกับการชั่งน้ำหนักรถกึ่งพ่วงจะมีความยาวของหางพ่วงมากกว่า ดังนั้นจึงต้องใช้แท่นเทขนาดยาว 12 เมตร กว่าง 2.5 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าแท่นเทปกติสำหรับรถสิบล้อทั่วไปที่ยาว 10 เมตรกว้างประมาณ 1.85 เมตร แต่การเทด้วยของรถกึ่งพ่วงจะทำได้เร็วกว่า รถสิบล้อ หรือรถพ่วงที่ต้องถอยเข้าแท่นเท 2 ครั้งจึงจะได้เทอ้อยได้เท่ารถกึ่งพ่วงเทครั้งเดียว

รูปแบบการขนส่งตรง

ในการขนส่งตรงโดยใช้รถขนส่งชุดเดียวดังรูปที่ 3 รถบรรทุกจะรับอ้อยจากแปลงอ้อยหรือสถานีรับอ้อยและขนส่งเข้าเทที่โรงงานจากนั้นก็วิ่งกลับไปรับอ้อยเที่ยวต่อไป ในระบบนี้ประสิทธิภาพของการขนส่งด้วยรถกึ่งพ่วงจะใกล้เคียงกับรถพ่วง หรือรถสิบล้อ 2 คันเนื่องจากมีสมรรถนะและความจุคล้ายคลึงกัน ถ้าโรงงานมีแท่นเทหรือเครื่องชั่งน้ำหนักขนาดยาว การใช้รถกึ่งพ่วงก็จะสามารถลดเวลาในการทำกิจกรรมชั่งน้ำหนักและเทอ้อยได้เล็กน้อยดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเวลาที่ลดลงนี้อาจดูไม่มากสำหรับรถคันเดียว แต่ถ้าคิดเวลาที่ลดลงกับรถทุกคันที่เทอ้อยในหนึ่งวัน อาจทำให้สามารถลดเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรมทั้งหมดลงได้หลายชั่วโมง ซึ่งหมายถึงการขนส่งอ้อยได้มากขึ้นหลายตัน จำนวนรถที่เหมาะสมต่อปริมาณอ้อยสามารถคำนวณได้จากสูตร

โดยเศษทศนิยมของจำนวนรถหมายความว่ารถคันสุดท้ายจะไม่ได้ทำงานเต็มวัน หรือเต็มประสิทธิภาพ แต่ในกรณีที่มีความไม่แน่นอนในแต่ละกิจกรรมมีค่าสูง หรือมีรถเสีย การเผื่อจำนวนรถให้มากขึ้นกว่าค่าที่คำนวณได้จะช่วยให้รถสามารถเร่งส่งอ้อยได้ครบตามน้ำหนักและช่วงเวลาที่กำหนด

รูปที่ 3 การขนส่งตรงโดยใช้รถบรรทุกชุดเดียว

รูปแบบการขนส่งอ้อยผ่านลานโดยใช้หัวลาก 2 ชุด

รถกึ่งพ่วงสามารถใช้ขนอ้อยในระบบปล่อยหางที่ลานของโรงงาน โดย ระบบนี้จะใช้หัวลาก 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 คือหัวลากที่รับส่งอ้อยระหว่างสถานีหรือแปลงกับลานจอดของโรงงาน และ ชุดที่ 2 คือหัวลากที่ขนอ้อยจากลานเข้าเท หัวลากชุดแรกจะรับอ้อยจากสถานีหรือแปลงอ้อย และขนส่งอ้อยเข้าโรงงานเหมือนระบบขนส่งตรง แต่เมื่อถึงลานจอดที่โรงงาน รถกึ่งพ่วงจะถอดวางหางที่บรรทุกอ้อย และรับหางเปล่ากลับได้เลยดังรูปที่ 4 ระบบนี้จะช่วยให้การกิจกรรมการขนส่งอ้อยเข้าโรงงาน และกิจกรรมการเทอ้อยเป็นอิสระจากกันมากขึ้น ช่วยให้การทำงานมีความต่อเนื่องในเวลาที่มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในชุดใดชุดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถเทอ้อยได้ รถหัวลากจากสถานีไม่ต้องเสียเวลารอที่โรงงาน แต่จะสามารถต่อหางเปล่ากลับไปขนอ้อยต่อที่สถานีได้เลย โดยถ้าปัญหายังไม่รับการแก้ไขก็จะมีหางทั้งหมดที่บรรทุกอ้อยเต็มมารอที่ลาน เมื่อสามารถหีบได้แล้วหัวลากจากสถานี อาจต้องเข้ามาช่วยเทร่วมกับหัวลากที่ลานด้วย เพื่อระบายอ้อยที่ติดค้างที่ลานจอดจนระบบเข้าสู่สภาวะปกติ

รูปที่ 4 การขนส่งอ้อยผ่านลานสำหรับรถกึ่งพ่วงโดยใช้หัวลาก 2 ชุด

การนำระบบนี้มาใช้ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง เช่น จำนวนหัวลากทั้งสองชุดต้องมีความสมดุลกัน ในกรณีที่หัวลากที่ลานมีจำนวนรถมากทำให้เทอ้อยได้รวดเร็วกว่าการส่งอ้อยจากหัวลากจากสถานี จะทำให้เกิดแถวคอยของหางเปล่าที่ลานจอด ในทางตรงกันข้ามถ้าหัวลากที่สถานีมีจำนวนมากเกินไปจะมีแถวคอยของหางที่บรรทุกอ้อยเต็มที่ลานจอด โดยเราสามารถใช้สูตรการคำนวณจำนวนรถหัวลากที่เหมาะสมในแต่ละชุดจากสูตรการคำนวณข้างต้นได้เลย

นอกจากจำนวนหัวลากที่เหมาะสมแล้ว ผู้ใช้ต้องคำนึงถึงจำนวนหางที่เหมาะสมอีกด้วย จำนวนหางจำเป็นต้องมีจำนวนอย่างน้อยเท่ากับจำนวนหัวลากเพื่อให้หัวลากทำงานได้ตลอดเวลา โดยถ้าจำนวนหางเท่ากับหัวลากเมื่อหัวลากชุดที่ 1 จากสถานีมาที่ลานจอดแล้วไม่เจอหัวลากจากรางเทจะเป็นเวลาที่หัวลากชุดที่ 1 ต้องหยุดรอหางเปล่าซึ่งส่งผลทำให้เวลาในการวิ่งต่อเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คำนวณไว้ การมีหางเปล่าเพิ่มเติมจากจำนวนหัวลาก จึงช่วยให้หัวลากจากสถานีสามารถต่อหางเปล่าและวิ่งกลับไปรับอ้อยได้เลย แต่การมีจำนวนหางมากเกินไปจนบางหางไม่ได้ถูกใช้ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยไม่เกิดประโยชน์ อย่างไรก็ตามราคาของหางมีราคาไม่สูงมาก จึงสมควรมีจำนวนหางมากกว่าจำนวนหัวลาก จากการทดสอบโดยแบบจำลองพบว่าจำนวนหางที่เหมาะสมจะมีอย่างน้อยเท่ากับจำนวนหัวลากบวกด้วยจำนวนสถานีที่ใช้ระบบนี้ โดยถ้าเวลากิจกรรมของการเทอ้อยมีความไม่แน่นอนมากจะต้องมีจำนวนหางเปล่ามากขึ้น

ความคุ้มค่าในการใช้รถกึ่งพ่วงขนส่งอ้อย

ถ้าโรงงานมีเครื่องชั่งและแท่นเทที่มีความยาวสำหรับหางพ่วง การใช้รถกึ่งพ่วงอาจช่วยลดต้นทุนการขนส่งลงได้โดยต้องระวังไม่ใช้จำนวนรถเกินความสามารถขีดจำกัดของเครื่องมือ เช่นถ้ามีแท่นเทขนาดยาวพิเศษ 1 แท่น ใช้เวลาเท 20 นาทีต่อครั้ง ก็ไม่ควรมีรถกึ่งพ่วงเข้ามาส่งอ้อยที่โรงงานมากกว่า 1440/20 = 72 คันต่อวัน ความคุ้มค่าของการลงทุนรถกึ่งพ่วงขึ้นกับการใช้งาน ถ้าระบบมีประสิทธิภาพก็ใช้งานรถได้อย่างคุ้มค่า ในบางโรงงานให้สิทธิรถขนาดใหญ่เข้าเทก่อนเพื่อให้สามารถทำจำนวนรอบการขนส่งได้มากขึ้น ในกรณีใช้หัวลาก 2 ชุด จำนวนหัวลากในแต่ละชุดต้องมีความสมดุลกันเพื่อไม่ให้หัวลากชุดใดชุดหนึ่งต้องรอนาน การลดความแปรปรวนของเวลาในแต่ละกิจกรรมก็ปัจจัยที่ทำให้การใช้งานรถกึ่งพ่วงเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการขนส่งอ้อยผ่านลานโดยใช้หัวลาก 2 ชุดนี้ยังต้องมีการลงทุนทำลานจอดที่แข็งแรงสำหรับวางขาช้างเพื่อให้สามารถจอดตั้งหางพ่วงได้อย่างมั่นคง มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาพื้นทรุด และหางล้มได้

หัวลากสำหรับเทอ้อยไม่จำเป็นต้องมีสมรรถภาพดีเท่ากับหัวลากที่บรรทุกอ้อยจากสถานี เนื่องจากวิ่งไปกลับในระยะทางสั้นๆ จากลานจอดมาที่แท่นเท สามารถใช้หัวลากสำหรับลากคอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือโดยเฉพาะที่เรียกว่า terminal tractor ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าหัวลากทั่วไป หรืออาจใช้หัวลากเก่าที่มีอายุการใช้งานหลายปีหรือมีกำลังม้าต่ำแทน ก็จะสามารถลดต้นทุนในการใช้ระบบหัวลาก 2 ชุด ลงได้ นอกจากนั้นการใช้งานรถพ่วงสำหรับงานอื่นนอกฤดูการหีบอ้อยก็จะช่วยให้ในการลงทุนใช้รถกึ่งพ่วงมีความคุ้มค่ามากขึ้น

บทความโดย : ดร.จุมพล วรสายัณห์