AITM Field Trip 2018 : Connecting Leaves to Lives by SPREAD

Story of SPREAD

เรื่องราวของ SPREAD เริ่มจาก CEO คุณ Shinji Inada และกลุ่มเกษตรกรที่พบปะพูดคุยกันเนืองๆ นั้นมีความกังวลว่างานเกษตรกรรมของญี่ปุ่นจะขาดคนสืบทอด เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่สนใจในอาชีพที่ต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้และรายได้ไม่แน่นอน  คุณ Shinji Inada จึงค้นคว้าจนพบนวัตกรรมสำหรับการผลิตผลิตผลทางการเกษตรในรูปฟาร์มในแนวดิ่ง (Vertical farm) จนนำมาสู่การก่อตั้งบริษัทในปี 2006 โดยมีพันธกิจคือ To create a sustainable society where future generations can have peace of mind. และเพื่อให้เกิด Sustainable farming and society SPREAD จะมุ่งดูแลกิจกรรมใน 3 ด้านต่อไปนี้

  1. Social: The ability to consistently produce safe food in a stable manner
  2. Economic: The ability to secure stable profits as a business
  3. Environmental: The preservation of global resources and the environment

SPREAD Co., Ltd. เป็นผู้ให้บริการ Solution สำหรับระบบการปลูกผักในระบบปิดแนวดิ่ง (Vertical farming) ขนาดใหญ่ โดยมีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มา 10 ปีด้วยเงินลงทุน 794,000 USD เริ่มทำกำไรในปี 2013 และมียอดขาย 8.1 ล้านเหรียญ USD ในปี 2017 มีโรงงานอยู่ที่ Kameoka city เขตเกียวโต สำนักงานใหญ่ที่เกียวโตและสำนักงานขายในโตเกียวและโอซาก้า

โรงงานที่ Kameoka city

โรงงานที่ Kameoka city นั้นมีขนาด 4,780 ตารางเมตร เป็นพื้นที่โรงเรือน 2,868 ตารางเมตร และมีพื้นที่ปลูก 25,200 ตารางเมตร ปลูกผักกาดหอม 4 ชนิด จัดเป็น Vertical lettuce farm ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย Growing rack ทั้งหมด 16 rack ผลิตผักกาดหอม 21,000 หัวต่อวัน  โดยใช้พลังงานไฟฟ้า ข้อดีของการทำ Indoor vertical farming คือ การผลิตผักมีประสิทธิภาพสูงตลอดปี มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนสูง ปลอดจากยาฆ่าแมลงและการปนเปื้อน และสามารถผลิตผักชนิดใดซ้ำที่ใดก็ได้ในโลก

Vertical farming VS. Greenhouse

 

Greenhouse
ธรรมดา

Greenhouse
ควบคุมสภาพแวดล้อม

Indoor vertical farm

กำลังการผลิตต่อตรม.

ต่ำ กลาง สูง
ปริมาณการใช้น้ำ

สูง

กลาง ต่ำมาก
การปรับตัวเมื่อเจออากาศแปรปรวน

ต่ำ

กลาง

สูงมาก

การผลิตตลอดทั้งปี

ไม่สม่ำเสมอ

ทำได้ปานกลาง

เชื่อถือได้มาก

การใช้ยาฆ่าแมลง

สูง

กลาง

ไม่ใช้

ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

สูง

สูง

ต่ำมาก

การลงทุนเริ่มต้น

ต่ำ กลาง

สูง

 

SPREAD Products

โรงงานที่ Kameoka city นั้นปลูกเฉพาะผักกาดหอม 4 สายพันธุ์ ซึ่งมีเบต้าแคโรทีนสูงกว่าพันธุ์ทั่วไปเกือบ 5 เท่า ภายใต้ตรา “Vegetus” ที่มีความหมายว่า Full of life เนื่องจากกำหนดสภาวะที่เหมาะสมในการปลูกง่ายกว่าผักชนิดอื่นและมีความต้องการของตลาดสูง ผักกาดหอมที่นี่บรรจุในถุง 80 กรัม ราคา 200 เยนต่อถุงตลอดทั้งปี ในขณะที่ผักที่ปลูกกลางแจ้งจะราคาขึ้นลงในช่วง 180 – 240 เยนตามสภาวะอากาศ  โรงเรือนนั้นมี 4 ชั้นในแนวดิ่ง ปัจจุบันใช้ระบบอัตโนมัติในการเคลื่อนย้ายสายการลำเลียง การผลิตอื่น ๆ จะใช้คนเป็นผู้ดำเนินการ

ผักกาดหอม 4 สายพันธุ์

โรงเรือนในแนวดิ่ง 

ระบบการปลูกผักด้วย Vertical farming

SPREAD ใช้ระบบ Multistage Hydroponics ด้วย Artificial Lighting (ใช้หลอด LED / Fluorescent) มีขั้นตอนดังนี้

  1. Seeding โดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่พัฒนาไว้ดีแล้ว

2. Greening ควบคุมให้เมล็ดพันธุ์งอกออกมาเป็นต้นอ่อนที่สมบูรณ์

3. Transplanting (Spacing) การย้ายต้นอ่อนมาในพื้นที่ที่กว้างขึ้นให้เจริญเติบโตได้เต็มที่

4. Monitoring ควบคุมแสง น้ำ ความชื้นสัมพัทธ์ สารอาหารเหลว และอุณหภูมิที่  11 องศาเซลเซียส

5. Harvesting ใช้คนเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวังทีละต้น

6. Inspection ตรวจสอบหัวผักกาดแต่ละหัวก่อนบรรจุลงถุงและส่งเข้าห้องเย็น

ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในอาหารของ SPREAD

มี 3 ด้านดังนี้

เสื้อผ้า

ระบบโซ่ความเย็น

การตรวจสอบคุณภาพ

     
สวมเสื้อผ้าถุงมือและหน้ากากที่ปราศจากการปนเปื้อนดินหรือฝุ่นจากภายนอก เพื่อให้ระบบผลิตทั้งหมดปลอดเชื้อและถูกสุขอนามัย ผักกาดหอมที่เก็บเกี่ยวแล้วจะถูกเก็บรักษาและขนส่งเคลื่อนย้ายที่อุณหภูมิ 11 องศาเซลเซียสเสมอ ในขณะที่พื้นที่วางขายที่ร้านค้าปลีกก็จะต้องควบคุมให้ได้อุณหภูมิดังกล่าวเช่นกัน ทีมคุณภาพจะควบคุมตัวแปรที่สำคัญและตรวจปริมาณจุลินทรีย์

 

ช่องทางการกระจายสินค้า

  1. ร้านค้าปลีก 2,300 ร้าน ในเครือต่างๆ
  2. HoReCa

 

จุดแข็งของ SPREAD

คือ การบูรณาการส่วนผลิต วิจัยและพัฒนา โลจิสติกส์ และ ฝ่ายขายเข้าด้วยกัน โดย SPREAD มีระบบผลิตขนาดใหญ่จากเทคโนโลยีและการจัดการที่ทันสมัยด้วย Yield rate 97%  มีบริษัทในเครือสำหรับการดำเนินการโลจิสติกส์ทั่วประเทศ คือ มีระบบการขนส่งด้วยโซ่ความเย็นเป็นของตนเองและใช้เครือข่ายในการขนส่งขนาดย่อยทุกวัน ในส่วนการตลาดนั้นบริษัทเป็นผู้ออกแบบแนวคิดผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สำหรับการค้าปลีกจากแนวโน้มของวิถีชีวิตและอาหารที่บริโภค มีทีมขายที่เข้มแข็งสามารถบริหารจัดการร้านค้าปลีก 2,300 ร้านทั่วประเทศได้

การวิจัยและพัฒนา

การวิจัยและพัฒนาที่ SPREAD นั้นครอบคลุม

  1. Cultivation technology เพื่อพัฒนาด้าน Yield rate, Productivity, Profitability, Cultivation process, Material development, Equipment development, Environmental controls, Information and Communication technology (ICT), Biotechnology
  2. คุณภาพของผัก ในด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส ความรู้สึกในปาก คุณค่าทางโภชนาการ Functionality ความปลอดภัย และพันธุ์ใหม่ๆ
  3. สิ่งแวดล้อม ในด้านรักษาแหล่งน้ำ ลดก๊าซเรือนกระจก ลดการปนเปื้อนของดิน ลดการใช้พลังงาน ลดการเดินทางของอาหาร

Next step for SPREAD: Techno FarmTM

อีกระดับของ Indoor vertical faming จาก SPREAD คือการพัฒนานวัตกรรม Automated cultivation จะใช้แขนกลตั้งแต่การเพาะเมล็ดและการย้ายต้นอ่อนไปขยายขนาดจนถึงใช้ Stacker cranes ในการเคลื่อนย้ายผักกาดหอมซึ่งจะส่งผลให้ลดค่าแรงได้ 50% เพิ่มผลิตภาพจาก 300 ต้นต่อตารางเมตรเป็น 648 ต้นต่อตารางเมตร ปรับปรุงสุขอนามัยในโรงเรือนและช่วยให้ผลิตผลมีคุณภาพสม่ำเสมอจากการ Standardizing operation ซึ่งคาดการณ์ว่า Techno FarmTM ในพื้นที่โรงเรือนขนาด 3,500 ตารางเมตรจะมีผลผลิตผักกาดหอม 30,000 ต้นต่อวัน หรือ 1,000 ตันต่อปี

นอกจากนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการควบคุมสภาพแวดล้อมการผลิตผักกาดหอมให้อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือนขนาดใหญ่ (3,500 ตารางเมตร) มีความแปรปรวนน้อยที่สุดด้วยระบบการควบคุมอากาศแบบพิเศษที่พัฒนาขึ้นใหม่

เทคโนโลยีการนำน้ำมาใช้ซ้ำก็ถูกปรับปรุงโดยการติดตั้งระบบการกรองน้ำที่ทันสมัยที่สุดให้มี Water recycling rate ที่ 98% ซึ่งเทียบได้กับการใช้น้ำ 1/100 เท่าของการใช้น้ำเพื่อการปลูกผักกลางแจ้ง และเหมาะสำหรับการปลูกผักในพื้นที่แห้งแล้งขาดแคลนแหล่งน้ำ

ทั้งนี้ Techno Farm ยังพัฒนาหลอด LED พิเศษสำหรับการให้แสงสว่างเพื่อการปลูกผักในฟาร์มในแนวดิ่งในร่มซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานได้ 30% เมื่อเทียบกับหลอด LED แบบเดิมที่ใช้ทั่วไป

Partnership and International Business Model

SPREAD ต้องการหาพันธมิตรทางธุรกิจในพื้นที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อลงทุนร่วมกันใน Techno FarmTM โดย SPREAD เป็นผู้ให้องค์ความรู้ในส่วนการออกแบบก่อสร้าง ระบบการปลูก และระบบการดำเนินงาน ในขณะที่พันธมิตรในพื้นที่จะเป็นผู้บริหารจัดการ Techno FarmTM และด้านการขายกับโลจิสติกส์ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าได้มีการร่วมลงทุนกับบริษัทในสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์

เห็นแบบนี้แล้วประเทศไทยเราล่ะคะ จะสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรอย่างไรดี ใครจะลงมือทำ?

บทความโดย : ผศ.ดร. รวิพิมพ์ ฉวีสุข 

 

* ติดตาม series โครงการศึกษาดูงานในต่างประเทศ AITM Field Trip 2018 ในเขตคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ได้ที่ http://aitm.agro.ku.ac.th/press/index.php/category/activities/aitm-field-trips/ และ #aitmfieldtrip2018